news

มีเฮ ลูกหนี้ กยศ. จ่อรับเงินคืน 1.7 แสนคน หลังคำนวณยอดตามกฎหมายใหม่

ลูกหนี้ กยศ. จ่อรับเงินคืน

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา และนายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ร่วมแถลงข่าวเรื่องความคืบหน้าในการคำนวณยอดหนี้ใหม่ โดยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้มีการคำนวณยอดหนี้ให้แก่ผู้กู้ยืมจำนวนกว่า 3.65 ล้านบัญชีเสร็จแล้ว มีผู้กู้ยืมได้รับประโยชน์หลังจากคำนวณยอดหนี้ใหม่จำนวนกว่า 2.98 ล้านราย ภาระหนี้ลดลง 56,326 ล้านบาท

โดยผู้กู้ยืมส่วนใหญ่มียอดหนี้ลดลง บางรายสามารถปิดบัญชีได้ และบางรายได้รับเงินคืน โดยผู้กู้ยืมสามารถตรวจสอบยอดหนี้ที่คำนวณใหม่ได้ที่หน้าเว็บไซต์ กยศ. ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2567 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ การคำนวณยอดหนี้ใหม่ข้างต้นเป็นการคำนวณหนี้โดยไม่ใช้ระบบ “กยศ. Connect” ซึ่งเป็นข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 โดยได้นำรายการชำระหนี้ของผู้กู้ยืมเงินแต่ละรายที่ได้ชำระเงินคืนกองทุนฯนับแต่วันที่ครบกำหนดชำระหนี้ครั้งแรกมาคำนวณหนี้ใหม่ตัดชำระเงินต้นเฉพาะส่วนที่ครบกำหนด ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับตามลำดับ คิดดอกเบี้ยในอัตรา 1% ต่อปี และคิดเบี้ยปรับในอัตรา 0.5% ต่อปี โดยผู้กู้ยืมสามารถเข้าระบบตรวจสอบภาระหนี้ที่คำนวณใหม่ได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2567 เป็นต้นไป

ข่าวด่วน!! แจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท คลังไม่ยืมเงิน ธ.ก.ส. แล้ว พร้อมกับปรับวงเงิน

แจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท

โครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตว่า ที่ประชุมวันนี้ได้ข้อสรุป และปรับเปลี่ยนเงื่อนไขหลายด้าน เช่น การลงทะเบียนของประชาชน ร้านค้าเข้าร่วมโครงการ การทบทวนรายการสินค้า รูปแบบการใช้งานแอปพลิเคชัน กรอบวงเงิน เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ดดิจิทัลวอลเล็ตชุดใหญ่ จะแถลงรายละเอียดโครงการทั้งหมดในวันที่ 24 ก.ค. 67 ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันที่ 30 ก.ค. 67

กำหนดกรอบวงเงินรองรับเงินดิจิทัลวอลเล็ต 450,000 ล้านบาท จากกรอบเดิม 500,000 ล้านบาท แบ่งเป็น

  1. งบประมาณปี 2567 จำนวน 1.65 แสนล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณเพิ่มเติม 1.22 แสนล้านบาท และงบประมาณจากการการบริหารจัดการในปีงบ 2567 อีก 4.3 หมื่นล้านบาท
  2. งบประมาณปี 2568 จำนวน 2.85 แสนล้านบาท แบ่งเป็น งบประมาณที่จัดสรรให้โครงการดิจิทัล วอลเล็ตไว้แล้ว 152,700 ล้านบาท และ ที่บริหารจัดการเพิ่มเติมในปีงบ 2568 อีก 132,300 ล้านบาท

โดยรัฐบาลยังกำหนดกลุ่มเป้าหมาย 50 ล้านคน เมื่อรัฐบาลเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์ไม่เกิน 30 กันยายน 67 ต้องดูยอดสรุปชัดเจนว่า ประชาชนสนใจเข้าร่วมโครงการจำนวนเท่าใด หากครบตามเป้าหมาย 50 ล้านคน พยายามจัดสรรงบมารองรับให้ครบ 5 แสนล้านบาท ภายหลัง คาดระบบทุกด้านทำแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ของปีนี้

คุณสมบัติผู้รับโอนเงินดิจิทัล 10,000 บาท เป็นคนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป (นับอายุ 30 ก.ย. 67) ยกเว้นผู้มีรายได้เกิน 70,000 บาทต่อเดือน รายได้ต่อปี 840,000 บาท หรือมีเงินฝากมากกว่า 5 แสนบาท (ยอดเงินฝาก ณ 31 มี.ค. 67) ครอบคลุมคนไทย 50 ล้านคน ส่วนการลงทะเบียน หรือยืนยันตัวตนผ่านระบบ หรือแอปฯ ใด ขณะนี้หน่วยงานรัฐได้สร้างระบบเอาไว้รองรับเรียบร้อยแล้ว รอให้นายกรัฐมนตรีประกาศให้ชัดเจน

กบง. มีมติคงราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นก๊าซ LPG 

กบง. มีมติคงราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นก๊าซ LPG 

นายวีรพัฒน์เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน โฆษกกระทรวงพลังงาน ระบุ ที่ประชุม กบง. มีมติคงราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นก๊าซ LPG ที่ 20.9179 บาทต่อกิโลกรัม (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยมีกรอบเป้าหมายเพื่อให้ราคาขายปลีก LPG อยู่ที่ประมาณ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.-30 ก.ย. 67 และให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) พิจารณาบริหารจัดการเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับแนวทางการทบทวนการกำหนดราคาก๊าซ LPG ต่อไป

นายวีรพัฒน์ฯ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ตามที่ราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินในประเทศปรับตัวสูงขึ้น มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2567 จึงมีความจำเป็นในการพิจารณามาตรการบรรเทาผลกระทบด้านราคาน้ำมันสำหรับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นประชาชนกลุ่มเปราะบางที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือในช่วงที่ระดับราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านราคาน้ำมัน ลดภาระค่าครองชีพ ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มศักยภาพให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

กบง.จึงได้มีมติเห็นชอบในหลักการ “มาตรการบรรเทาผลกระทบราคาน้ำมันสำหรับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” และมอบหมายให้กรมธุรกิจพลังงานหารือกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอเรื่องขออนุมัติหลักการจากคณะรัฐมนตรี โดยรูปแบบจะให้สิทธิช่วยเหลือค่าน้ำมัน 120 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือน ต.ค.–ธ.ค. 67

ทำงานเกาหลีใต้ เงินเดือน 57,900 บาท เช็กคุณสมบัติด่วน!

ทำงานเกาหลีใต้ เงินเดือน 57,900 บาท เช็กคุณสมบัติด่วน!

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แจ้งข่าวดี โอกาสมาถึงแล้ว สำหรับแรงงานไทยที่ต้องการทำงานภาคประมงตามฤดูกาล ด้วยวีซ่า E – 8 ไม่ต้องทดสอบทักษะภาษาเกาหลี อำเภอวันโด จังหวัดชอลลานัม สาธารณรัฐเกาหลี แจ้งความต้องการรับสมัครคนหางานไทยเพื่อไปทำงานภาคประมงตามฤดูกาลในอำเภอวันโด ตำแหน่งการเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเล จำนวน 37 อัตรา เงินเดือน 2,176,720 วอนต่อเดือน หรือประมาณ 57,900 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนเงินวันที่ 14 มิ.ย. 67) ระยะเวลาการจ้างงาน 5 เดือน และสามารถขยายระยะเวลาเพิ่มได้อีก 3 เดือน

ผู้สนใจสามารถสมัครทางเว็บไซต์ toea.doe.go.th โดยลงทะเบียนระบบอิเล็กทรอนิกส์การบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียนคนหางาน และดำเนินการสมัครไปทำงาน โดยเลือกหัวข้อ “สมัครไปทำงานโดยรัฐ” และเลือกรายการ “การรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานภาคประมงตามฤดูกาลในอำเภอวันโด จังหวัดชอลลานัม สาธารณรัฐเกาหลี” ภายในวันที่ 21 มิ.ย. 2567 ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับคุณสมบัติคนหางานเพื่อไปทำงานภาคประมงตามฤดูกาลในอำเภอวันโด จังหวัดชอลลานัม สาธารณรัฐเกาหลี มีดังนี้

  1. อายุ 25 -50 ปีบริบูรณ์
  2. เป็นแรงงานประมงชาวไทยที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสตูล หรือจังหวัดสงขลา หรือจังหวัดอื่น ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานด้านการประมงไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยจะพิจารณาคัดเลือกจากผู้สมัครที่อยู่ในจังหวัดสตูล หรือจังหวัดสงขลา ก่อนตามความต้องการของนายจ้างในสาธารณรัฐเกาหลี และจึงคัดเลือกจากผู้สมัครที่อาศัยในจังหวัดอื่นต่อไป
  3. ร่างกายสมบูรณ์ สุขภาพแข็งแรง ไม่เป็นโรคที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน
  4. ไม่เป็นบุคคลที่เป็นโรคติดต่อ เช่น วัณโรค ซิฟิลิส และอื่นๆ และไม่เป็นผู้ติดยาเสพติด
  5. ไม่เป็นบุคคลที่มีประวัติอาชญากรรม มีประวัติพำนักผิดกฎหมายในสาธารณรัฐเกาหลีหรือบุคคลที่ถูกห้ามไม่ให้เดินทางเข้าสาธารณรัฐเกาหลี

กู้เงิน ธ.ก.ส. ผ่านแอปฯ BAAC Mobile เริ่ม 17 มิ.ย. 67

กู้เงิน ธ.ก.ส. ผ่านแอปฯ BAAC Mobile เริ่ม 17 มิ.ย. 67

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. พัฒนาระบบ Digital Service ที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงการถอน โอน เติม จ่าย ซื้อสลาก ตรวจสลาก ธ.ก.ส. การตรวจสอบข้อมูลบัญชี เงินฝาก เงินกู้ ได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว ซึ่งตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคดิจิทัล พร้อมอำนวยความสะดวก การขอสินเชื่อในโครงการต่าง ๆ อาทิ บัตรเกษตรสุขใจสินเชื่อฟื้นฟูการประกอบอาชีพลูกค้าชำระหนี้ สินเชื่อเงินด่วน สินเชื่อแทนคุณ

สินเชื่อพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรรองรับสถานการณ์ภัยแล้ง สินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินสำหรับเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติ และสินเชื่อเพื่อเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy Credit) เป็นต้น ผ่านแอปพลิเคชันทาง BAAC Mobile LINE Official : BAAC Family และเว็บไซต์ ธ.ก.ส. ได้ด้วยตนเองตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2567 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ผู้ลงทะเบียนขอสินเชื่อต้องเป็นบุคคลทั่วไปที่อายุตั้งแต่ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป หรือเป็นลูกค้าเงินกู้ ลูกค้าเงินฝากของธนาคาร และจะต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หากพบว่าเป็นลูกค้าที่ล้มละลาย จะไม่สามารถแสดงความประสงค์ขอสินเชื่อผ่านระบบดังกล่าวได้  โดยลูกค้าสามารถลงทะเบียนกรอกข้อมูลขอสินเชื่อให้ครบถ้วน ตามช่องทางข้างต้น

ซึ่งลงทะเบียนสำเร็จแล้ว ระบบจะส่งคำขอสินเชื่อที่ลูกค้าต้องการไปยังระบบนัดหมาย เพื่อให้พนักงานสินเชื่อสาขาติดต่อเพื่อทำสัญญา กรณี ที่ไม่สามารถลงทะเบียนได้สำเร็จ ลูกค้าสามารถติดต่อขอสินเชื่อได้ที่สาขาใกล้บ้านท่าน หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ Call Center 02  555 0555

เพื่อตอบโจทย์การให้บริการผ่านระบบ Digital ธ.ก.ส. ยังเปิดรับฝากสลาก ธ.ก.ส. ชุดถุงเงิน หน่วยละ 100 บาท วงเงินรวม 100,000 ล้านบาท พร้อมลุ้นโชครางวัลมูลค่า 100,000 บาท จำนวน 900 รางวัลทุกเดือน รวม 36 ครั้ง และรางวัลพิเศษ 1 ล้านบาททุกปี รวมมูลค่ารางวัล 3,243 ล้านบาท ฝากครบ 3 ปี รับดอกเบี้ยทันที หน่วยละ 1.90 บาท เปิดรับผ่านแอปพลิเคชัน BAAC Mobile ตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย. นี้

เงินดิจิทัล 10,000 บาท ซื้อสมาร์ทโฟน-เครื่องใช้ไฟฟ้าได้เพราะอะไร มาฟังคำตอบกัน!

เงินดิจิทัล 10,000 บาท ซื้อสมาร์ทโฟน-เครื่องใช้ไฟฟ้าได้เพราะอะไร

จากกรณีที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตสามารถใช้ซื้อสมาร์ทโฟน ไอโฟน เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือสินค้านำเข้าอื่นได้หรือไม่นั้น ล่าสุด นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าขณะนี้สามารถใช้เงินดิจิทัล 10,000 บาท ซื้อได้ เพราะไม่ได้อยู่ในกลุ่มสินค้าต้องห้าม

อีกทั้งขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยถึงการเพิ่มรายการสินค้าต้องห้ามเข้ามาใหม่ ส่วนการซื้อสินค้าที่มาจากการนำเข้ายังซื้อได้เช่นเดิม ไม่ได้กำหนดข้อห้าม เพราะหลายรายการก็เป็นสิ่งจำเป็น ฉะนั้น ถ้ายังไม่มีประกาศรายการใหม่เข้ามาก็ยังยึดรายการสินค้าเดิมที่อนุมัติจาก ครม.

ส่วนหลักเกณฑ์การซื้อสินค้าร่วมเงินดิจิทัล 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตยังคงเป็นกลุ่มสินค้าเดิม ยกเว้นบริการ และสินค้าต้องห้าม

  • สลากกินแบ่งรัฐบาล
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ยาสูบ
  • กัญชา
  • กระท่อม
  • พืชกระท่อม
  • ผลิตภัณฑ์กัญชาและกระท่อม
  • บัตรกำนัล
  • บัตรเงินสด
  • ทองคำ
  • เพชร
  • พลอย
  • อัญมณี
  • น้ำมันเชื้อเพลิง
  • ก๊าซธรรมชาติ
  • บริการต่างๆ เช่น ร้านทำผม ร้านนวด ร้านเสริมสวยไม่สามารถเข้าร่วมได้ และในอนาคตอาจเพิ่มรายการใหม่ๆอีกได้

ดีเดย์ 15 พ.ค. นี้! อสม. รับเงินรวมคนละ 8,000 บาท

ดีเดย์ 15 พ.ค. นี้! อสม. รับเงินรวมคนละ 8,000 บาท

น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ รัฐบาลโดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติตั้งงบประมาณประจำปี 2567 ให้กับกระทรวงสาธารณสุข สำหรับจ่ายเป็นค่าป่วยให้กับ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 1.07 ล้านคนทั่วประเทศ โดยใช้งบประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราค่าป่วยการที่เพิ่มจากเดิมเดือนละ 1,000 บาท เป็นเดือนละ 2,000 บาท มีผลตั้งแต่เริ่มปีงบประมาณ 2567 เดือน ต.ค. 66 ที่ผ่านมา

ในเดือน พ.ค. นี้ ชาว อสม.จะได้รับเงินค่าป่วยการในอัตราใหม่ 2,000 บาท และตกเบิกย้อนหลังตั้งแต่เดือน ต.ค. 66 – เม.ย. 67 อีก 7,000 บาท รวม 9,000 บาท จากนั้นจะได้รับค่าป่วยการเดือนละ 2,000 บาททุกเดือน ทั้งนี้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สบส. กระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศไทม์ไลน์การเบิกจ่ายค่าป่วยการ อสม. โดยจะโอนเงินค่าป่วยการ อสม. รอบเดือน เม.ย. 67 เข้าบัญชีในวันที่ 15 พ.ค. 67 จำนวน 2,000 บาท และ เงินตกเบิกย้อนหลัง 6,000 บาท รวมรับ 8,000 บาท

“รัฐบาลให้ความสำคัญต่ออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ถือเป็นกลไกสำคัญในการดูแลสุขภาพคนในชุมชน ช่วยขับเคลื่อนระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ เป็นจิตอาสาที่เสียสละตนเองในการดูแลสุขภาพประชาชน ทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉินมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพปฐมภูมิขั้นพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม โดยรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขพร้อมจะดูแลสวัสดิการต่างๆ ให้อย่างต่อเนื่อง” น.ส.เกณิกา กล่าว

เงินเฟ้อเดือน เม.ย. 67 เพิ่มขึ้น 0.19% พลิกบวกครั้งแรกในรอบ 7 เดือน

เงินเฟ้อเดือน เม.ย. 67 เพิ่มขึ้น 0.19% พลิกบวกครั้งแรกในรอบ 7 เดือน

พลังงาน อาหารสด ดันเงินเฟ้อเดือน เม.ย. 67 เพิ่มขึ้น 0.19% พลิกบวกครั้งแรกในรอบ 7 เดือน คาดเงินเฟ้อทั้งปี 67 อยู่ระหว่าง 0-1% ค่ากลาง 0.50%

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) หรืออัตราเงินเฟ้อ เดือน เม.ย.67 อยู่ที่ระดับ 108.16 หรือเพิ่มขึ้น 0.19% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งพลิกกลับมาเป็นบวกครั้งแรก หลังจากที่ติดลบต่อเนื่องมา 6 เดือน เนื่องจากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

ตามสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก ประกอบกับสิ้นสุดมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ สินค้าอาหารสด เช่น ผัก ผลไม้ ยังมีราคาสูงขึ้น ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เฉลี่ย 4 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-เม.ย.) ยังติดลบ 0.55%

ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ในเดือนเม.ย.67 อยู่ที่ระดับ 104.66 เพิ่มขึ้น 0.37% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ Core CPI เฉลี่ย 4 เดือนแรกปีนี้ เพิ่มขึ้น 0.42% พร้อมกันนี้ สนค.ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อในช่วง 8 เดือนที่เหลือของปีนี้ จะมีแนวโน้มเป็นบวกได้ โดยทั้งปี 67 ยังคงคาดการณ์ไว้ในระดับเดิมที่ 0-1% หรือค่ากลางที่ 0.50%

การบินไทยแจ้งแล้ว! ผู้โดยสารสามารถขอเงินคืนค่าตั๋วเครื่องบินได้จนถึง 31 มี.ค. 67

การบินไทยแจ้งแล้ว! ผู้โดยสารสามารถขอเงินคืนค่าตั๋วเครื่องบินได้จนถึง 31 มี.ค. 67

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ขอเรียนให้ท่านผู้โดยสารทราบว่า บริษัทฯ อยู่ระหว่างดำเนินการ คืนเงินค่าบัตรโดยสารตามแผนฟื้นฟูกิจการให้แก่ผู้โดยสารหรือเจ้าหนี้ที่ขอคืนเงินค่าบัตรโดยสาร (Refund) ก่อนวันที่ 14 กันยายน 2563 (วันที่บริษัทฯ เข้าฟื้นฟูกิจการ)

โดยขอให้ส่งเอกสารหลักฐานที่สมบูรณ์ อาทิ ข้อมูลบัตรโดยสาร เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ หมายเลขบัญชีธนาคารที่จะรับโอนเงินค่าบัตรโดยสารคืน ผ่านช่องทางต่างๆ ของบริษัทฯ สามารถตรวจสอบสถานะการขอคืนเงินค่าบัตรโดยสารหรือบัตรกำนัลเดินทางผ่านเว็บไซต์ของการบินไทย

หากท่านยังไม่ได้นำส่งข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ รวมถึงหมายเลขบัญชีธนาคาร บริษัทฯ จะไม่สามารถดำเนินการคืนเงินให้ท่านได้ โดยในเว็บไซต์ จะแสดงสถานะของการคืนเงินว่าดำเนินการแล้ว หรืออยู่ระหว่างดำเนินการ รวมถึงการขอข้อมูลผู้โดยสารเพิ่มเติม โดยที่บริษัทฯ มีความประสงค์จะดำเนินการคืนเงินค่าบัตรโดยสารที่มีการยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรมบังคับคดี และผู้ถือบัตรกำนัลเดินทาง (Travel Voucher) รวมทั้งตัวแทนขายหรือบุคคลที่ได้ชำระเงินค่าบัตรโดยสารคืนให้แก่ผู้โดยสารแทนบริษัทฯ โดยชอบแล้ว

จึงขอให้ผู้โดยสารหรือเจ้าหนี้ยื่นเรื่อง ขอคืนเงินออนไลน์ โดยกรอกข้อมูลส่วนตัว และหมายเลขบัญชีธนาคาร หรือสามารถรับเงินคืนได้ด้วยตนเอง ณ ห้อง Refund THAI Travel Voucher อาคาร 3 ชั้น 1 บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 89 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ในวันจันทร์-ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.00-16.00 น.(ยกเว้นวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตามประกาศบริษัทฯ) เพื่อบริษัทฯ จะได้ดำเนินการคืนเงินให้ต่อไป

ทั้งนี้ผู้โดยสารหรือเจ้าหนี้สามารถยื่นขอรับเงินค่าบัตรโดยสารดังกล่าวได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2567

ธอส. เตือน! มิจฉาชีพใช้ภาพ กก.ผจก. ปล่อยกู้เงินออนไลน์ อย่าหลงเชื่อ

ธอส. เตือน! มิจฉาชีพใช้ภาพ กก.ผจก. ปล่อยกู้เงินออนไลน์ อย่าหลงเชื่อ

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ขอแจ้งเตือนภัย กรณีมีมิจฉาชีพนำตราสัญลักษณ์ของธนาคาร และปลอม Account ในสื่อโซเชียล โดยใช้ภาพของนายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธอส. เพื่อแอบอ้างปล่อยสินเชื่อบุคคลออนไลน์จากธนาคาร โดย ธอส. ขอยืนยันว่า ธนาคารและกรรมการผู้จัดการไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Account ปลอมดังกล่าว รวมถึงการแอบอ้างในสื่อโซเชียลต่าง ๆ ที่อาจใช้รูปภาพและกระทำในลักษณะเดียวกัน

เพื่อหลอกลวงเอาเงินจากประชาชน ซึ่ง ธอส.อยู่ระหว่างดำเนินการทางกฎหมายกับกลุ่มมิจฉาชีพที่แอบอ้างแล้ว และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อกลโกงของมิจฉาชีพอย่างเด็ดขาด พร้อมขอความร่วมมือไม่ส่งหรือแชร์ต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้อย่างครบถ้วน สามารถติดตามได้ที่ www.ghbank.co.th หรือ G H Bank Call Center โทร 0-2645-9000 และ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์